วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2556

“งานอดิเรกสุดสยอง” ของคนในสมัยก่อน

พวกเราส่วนใหญ่จะมีงานอดิเรกที่ชอบทำในเวลาว่างๆ แต่ไม่ว่างานอดิเรกของคุณจะแปลกขนาดไหน คงสู้งานอดิเรกของคนสมัยก่อนไม่ได้ ที่บอกได้แค่ว่า ทั้งน่ากลัวและสยองแบบไม่น่าเชื่อว่าจะมีใครทำแบบนี้อยู่ด้วย

งานเลี้ยงชมระเบิดปรมาณู

ku-xlarge

ที่มาภาพ io9
ถ้าเกิดอยู่ๆ รัฐบาลก็ประกาศว่า วันนี้จะมีการทดลองจุดระเบิดปรมาณูไม่ไกลจากบ้านคุณเท่าไหร่ เดาได้เลยว่าสิ่งที่ใครๆ ก็ต้องทำคือโทรศัพท์ไปสวดพวกนักการเมือง และรีบเก็บของหนีออกจากบ้านไปให้เร็วที่สุด

แต่เมื่อสมัยปลายปี ค.ศ.1950 ประธานาธิปดีทรูแมนแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาอนุมัติให้มีการทดลองจุดระเบิด ปรมาณูบนพื้นที่ห่างจาก Las Vegas ไป 65 ไมล์ สิ่งที่ชาวเมืองทำคือการรีบเก็บข้าวของกระโดดขึ้นรถ ไม่ใช่เพื่อหนี แต่เพื่อขับไปงานเลี้ยงชมระเบิดที่เต็มไปด้วยการสังสรรค์ แอลกอฮอล์ และการพนัน

186275

ที่มาภาพ Cracked
ชาวเมืองใช้โอกาสนี้โปรโมทเมืองของตัวเองให้เป็น เมืองแห่งระเบิดปรมาณู แล้วจัดงานกิจกรรมดึงดูดนักท่องเที่ยวเสียเลย นางโชว์ใส่ชุดว่ายน้ำรูประเบิดดอกเห็ดสุดเซ็กซี่ ส่วนผู้เข้าร่วมสังเกตุการณ์ก็สนอกสนใจ พยามเข้าไปใกล้จุดระเบิดให้ได้มากที่สุด และโรงแรมแถวๆ นั้นก็จัดงานเลี้ยงที่ให้ผู้คนได้ดื่มกินกันทั้งคืนขณะรอให้มีการจุดระเบิด ขึ้น

atomic_blastMiss Atom Bomb 1957

ที่มาภาพ vegas
น่าเสียดายที่งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกรา เมื่อชาวบ้านเริ่มบ่นถึงผลกระทบที่ตามมาจากการจุดระเบิดครั้งนั้น และในที่สุด ในปี ค.ศ.1963 การทดลองระเบิดนิวเคลียร์ก็ถูกบังคับให้ไปทำกันที่ใต้ดินแทน

เยี่ยมชมห้องเก็บศพในเมืองปารีส


Morgue-Story3

ที่มาภาพ kootation
ในช่วงกลางยุคศตวรรษที่ 19 เมืองใหญ่ๆ อย่างเมืองปารีสมีคนตายและศพโผล่มาอยู่ตลอดเวลาจนเกินกว่าจะรับมือได้ทัน ดังนั้น จึงมีการสร้าง ห้องเก็บศพแห่งปารีส ซึ่งภายในเป็นห้องเย็นและผนังเป็นตู้กระจกโชว์เอาไว้กลางเมืองเสียเลย

ที่มาของความคิดนี้ก็คือ เพื่อเป็นการให้คนที่ผ่านไปผ่านมาช่วยระบุตัวตนของศพบางร่างที่ไม่รู้ว่า เป็นใคร ดังนั้น จึงมีการแขวนเสื้อที่ศพนั้นเคยใส่ในตู้ด้านหลังด้วย อย่างไรก็ตาม ห้องเก็บศพสาธารณะสุดสยองนี้ก็มีคนมาเยี่ยมชมมากถึง 40,000 คนต่อวัน (จำนวนนี้พอๆ กับคนที่ไปเที่ยว Disney World ใน 1 วัน) จึงกลายเป็นว่า วัตถุประสงค์ดั้งเดิมของห้องเก็บศพนี้ถูกเปลี่ยนไป และสถานที่นี้ก็กลายเป็นที่ท่องเที่ยวไปแทนเสียอย่างนั้น

The Morgue at Paris. The Last Scene of a Tragedy.

ที่มาภาพ victorianparis
ที่จริงแล้ว ห้องเก็บศพนี้เป็นที่นิยมมากกระทั่งถูกระบุพิกัดไว้อย่างชัดเจนไว้ในหนังคู่ มือการท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ ขนาดนักท่องเที่ยวยังตั้งชื่อเล่นให้กับศพที่ตั้งโชว์ (แบบเปลือยทั้งตัว) อยู่ในตู้กระจกกันแบบสนุกสนานเสียด้วยซ้ำ

จนกระทั่งปี ค.ศ.1907 หลังจากได้รับความนิยมมาเป็นเวลานาน ห้องเก็บศพนี้ก็ถูกปิดตัวลงในที่สุด

สะสมตุ๊กตาหุ่นจำลองฆาตกร


signs-your-date-is-an-axe-murderer2021742449-jun-28-2012-600x400

ที่มาภาพ chacha
ชาวลอนดอนในยุควิคตอเรียนนิยมสะสมตุ๊กตาหุ่นจำลองกัน แต่ไม่ใช่หุ่นจำลองซุปเปอร์ฮีโร่ สาวเปลือย หรือคนดังธรรมดาๆ แต่เป็นตุ๊กตาหุ่นจำลองเหล่าฆาตกรชื่อดัง
d2917671x

ที่มาภาพ christies

อย่างเช่นภาพตัวอย่างนี้ คือตุ๊กตาจำลองของ James Blomfield Rush ซึ่งดูเผินๆ เหมือนตุ๊กตาน่าเบื่อธรรมดาๆ แต่พอดูดีๆ แล้วจะเห็นว่า นาย James คนนี้กำลังบีบคอชายอีกคนอยู่ นั่นก็เพราะเขาคือผู้ต้องหาในคดีดัง ซึ่งได้ทำการฆาตกรรมลูกจ้างไป 2 รายซ้อนอย่างเหี้ยมโหด และไม่ใช่แค่กรณีนี้กรณีเดียวเท่านั้นที่ถูกนำมาทำเป็นตุ๊กตาหุ่นจำลอง แต่ยังมีอีกมาก เช่น
4732224

ที่มาภาพ mystaffordshirefigures

ตุ๊กตานี้มาจากการเหตุการณ์ฆาตกรรม Red Barn โดยชายที่ชื่อ William Corder ฆ่ารัดคอชู้รักของตน Maria Marten ด้วยผ้าเช็ดหน้า และถ้าลองดูเข้าไปในโรงนาที่ Corder หลอก Marten ไปฆ่า ก็จะเห็นภาพจำลองของเขาที่กำลังฝัง Marten ไว้ใต้พื้นไม้กระดาน

อย่างไรก็ตาม ตุ๊กตาสยองๆ พวกนี้มีราคาแพงไม่น่าเชื่อ และไม่ใช่ทุกคนจะมีกำลังพอจะซื้อมาเก็บไว้ดูเล่นได้ แต่ก็ไม่ต้องห่วงเพราะมีของสะสมที่ราคาถูกกว่านั้น นั่นคือ ใบแผ่นพับที่จะแจกไปทั่วท้องถนนในวันที่จะมีการประหารชีวิตนักโทษ ซึ่งก็มีรายละเอียดข้อมูลการฆาตกรรม และวิธีการประหาร (พร้อมรูปประกอบ)

70393-004-4678C806

ที่มาภาพ britannica
แผ่นพับแบบนี้ได้รับความนิยมมาก บางอันขายได้มากกว่า 1 ล้านฉบับ เปรียบเทียบได้พอๆ กับยอดการซื้อเพลงออนไลน์สมัยนี้เลย

ภาพถ่ายไร้หัว


headless3

ที่มาภาพ laughingsquid
ทุกวันนี้ แค่เด็ก 10 ขวบธรรมดาๆ ก็ยังรู้วิธีสร้างภาพถ่ายปลอมขึ้นมาได้ อย่างไรก็ตาม ภาพถ่ายปลอมๆ ที่ตัดต่อขึ้นใน Photoshop เดี๋ยวนี้ก็ดูธรรมดาไปเลยเมื่อเทียบกับภาพถ่ายยอดฮิตในสมัยวิตอเรียน

images

ที่มาภาพ headlesshearseman

และนี่ คือภาพครอบครัวที่ลูกๆ ตัดหัวแม่ออกด้วยขวาน นี่คือ ภาพถ่ายไร้หัว ซึ่งเป็นเทคนิคที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในสมัยศตวรรษที่ 19 เทคนิคนี้ทำโดยการตัดต่อภาพสองภาพบนแผ่นฟิมล์ก่อนนำไปล้าง และสำหรับบางคนที่ไม่มีใครอยากมาช่วยถ่ายภาพไร้หัวร่วมด้วย ก็มีทางเลือกให้ เช่น
nohead

ที่มาภาพ laughingsquid

ภาพแบบ เสิร์ฟศีรษะของคุณไว้บนถาด ก็เป็นอีกหนึ่งท่ายอดนิยม



il_340x270.318641861

ที่มาภาพ etsy

หรือภาพ หัวฉันหายไปไหน (แบบนี้น่าจะได้ส่วนลดหน่อยนะเพราะไหนๆ ก็ไม่ต้องถ่ายหัวด้วยแล้ว)

สร้างกองไฟยักษ์ด้วยแมว


Bonfire-night-001

ที่มาภาพ guardian
ใครๆ ก็ชอบงานเลี้ยงรอบกองไฟ งานฉลองในฤดูร้อนที่มีแต่เพื่อนๆ มาสนุกสนานเฮฮากันรอบกองไฟ พร้อมกับเสียงแมวร้องคร่ำครวญเมื่อพวกมันถูกนำมาใช้แทนฟืน

ใช่แล้ว ชาวปารีสในสมัยศตวรรษที่ 18 เองก็ชอบงานเลี้ยงรอบกองไฟเหมือนกัน ทุกๆ ปีในฤดูร้อน ผู้คนจะมารวมตัวกันที่ Place de Greve และจุดกองไฟขนาดใหญ่ขึ้นมา มีทั้งเสียงหัวเราะ การเต้นรำ การร้องเพลง ดื่มสังสรรค์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่พบได้ในงานเลี้ยงรอบกองไฟทั่วๆ ไป แต่ที่พิเศษกว่านั้นคือ ถุงใส่แมวเป็นๆ ที่ห้อยไว้ด้านบนและปล่อยพวกมันลงมาสู่เปลวไฟด้านล่าง

burningcats

ที่มาภาพ americanfreethought
หลังจากนั้น เช้าวันต่อมา ผู้คนก็จะพากันมาเก็บเอาเถ้ากระดูกของเหล่าแมวเหมียวผู้โชคร้ายไปเพื่อใช้ เป็นเครื่องราง ส่วนเหตุผลว่าทำไมต้องเป็นแมวนั้น เราเองก็ยังไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน อาจจะเป็นได้ว่า สมัยนั้นเชื่อกันว่าแมวเป็นสัตว์ไร้วิญญาณ เป็นแม่มด ปีศาจ หรืออาจจะมีเหตุผลอื่นอีกก็เป็นได้

ประเพณีสุดสยองนี้ได้รับความนิยมไปทั่วประเทศฝรั่งเศส เช่น ใน Saint Chamond จะมีการไล่จับแมวที่วิ่งไฟลุกไปตามท้องถนน ส่วนที่ Burgundy และ Lorraine ชาวบ้านจะพากันเต้นรำรอบๆ เสาไฟซึ่งมีแมวเป็นๆ ห้อยอยู่

william hogarth  the four stages of cruelty  first stage of cruelty

ที่มาภาพ tate


ที่มา Cracked

จับเด็กยัดเครื่องซักผ้า!!

จับเด็กยัดเครื่องซักผ้า!!




กรณีพ่อชาวอเมริกันเล่นพิเรนทร์จับลูกปั่นในเครื่องซักผ้า กลายเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันเสียแล้ว เมื่อแม่เด็กชายผู้เคราะห์ร้ายได้ออกมาเปิดเผยว่า ชายหญิงที่ก่อเหตุจับลูกชายตัวเองปั่นในเครื่องซักผ้าที่ปรากฎในคลิปวิดีโอนั้น ไม่ใช่เธอและสามีแต่อย่างใด
เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา เว็บไซต์เอ็นบีซีของสหรัฐฯ รายงานว่า กรณีพ่อชาวอเมริกันเล่นพิเรนทร์จับลูกปั่นในเครื่องซักผ้า กลายเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันเสียแล้ว เมื่อแม่เด็กชายผู้เคราะห์ร้ายได้ออกมาเปิดเผยว่า ชายหญิงที่ก่อเหตุจับลูกชายตัวเองปั่นในเครื่องซักผ้าที่ปรากฎในคลิปวิดีโอนั้น ไม่ใช่เธอและสามีแต่อย่างใด แต่เป็นพี่เลี้ยงเด็กและแฟนของพี่เลี้ยงเด็กที่เธอฝากลูกไว้ในความดูแลนั่นเอง
โดยแม่แท้ ๆ ของเด็กชายผู้เคราะห์ร้ายรายนี้ คือ นางซาเกีย เดวิด ได้ออกมาเปิดเผยว่า เหตุการณ์ในคลิปวิดีโอดังกล่าวเกิดขึ้นในร้านซักผ้า “ลอนโดรแมท” ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งวันนั้น เธอได้ฝาก ไซเมียร์ บูช ลูกชายวัย 1 ขวบของเธอ ไว้กับหญิงสาวที่เธอจ้างให้เลี้ยงดูลูกให้ จากนั้นเธอก็ออกไปทำงานตามปกติ และก็ไม่รู้เลยว่าสาวพี่เลี้ยงเด็กได้พาหนูน้อยไซเมียร์ออกไปที่ร้านซักผ้าพร้อมกับแฟนหนุ่ม แล้วเกิดเหตุพิเรนทร์นี้ขึ้น และเมื่อเธอเลิกงานก็ไปรับหนูน้อยไซเมียร์จากบ้านพี่เลี้ยง แต่ก็ไม่พบความผิดปกติใด จนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น ตำรวจก็ได้มาบอกกล่าวเรื่องราวทุกอย่างให้เธอได้ฟังถึงที่บ้าน เธอจึงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับไซเมียร์ลูกชายเธอ และเธอก็รู้สึกช็อกกับเหตุการณ์นี้มาก
รายงานระบุว่า ในวันเกิดเหตุ แฟนหนุ่มของพี่เลี้ยงเด็กได้หยอกล้อกับหนูน้อยไซเมียร์ แต่เกิดนึกพิเรนทร์ขึ้นมา จับหนูน้อยไซเมียร์ไปนั่งในเครื่องซักผ้าฝาหน้า จากนั้นก็ปิดฝา ทำให้เครื่องซักผ้าเริ่มทำงานโดยอัตโนมัติ และหนูน้อยก็ถูกปั่นอยู่ในเครื่องซักผ้านานกว่า 1 นาที ก่อนที่พี่เลี้ยงเด็กและแฟนหนุ่มของเธอจะวิ่งวุ่นร้องขอความช่วยเหลือไปทั่วร้านซักผ้า จนมีพนักงานในร้านเข้ามาถอดปลั๊กเครื่องซักผ้าแล้วนำตัวหนูน้อยไซเมียร์ออกมาได้ จากนั้นพี่เลี้ยงเด็กและแฟนหนุ่มก็รีบนำตัวหนูน้อยไซเมียร์ส่งโรงพยาบาลท้องถิ่น และพบว่าหนูน้อยไม่เป็นอะไรเลย จึงคิดจะปกปิดเรื่องนี้เอาไว้

10 อันดับ รถหรูที่แพงที่สุดในโลก

 ใครหลายคนต่างฝันถึงการมีรถหรูไว้สักคัน เพราะรถเหล่านี้เป็นเสน่ห์เย้ายวนใจด้วยรูปลักษณ์สุดสง่างาม สมรรถนะที่สุดยอด ซึ่งมูลค่าของมันคงสูงอย่างไม่ต้องคาดเดาแน่นอน และวันนี้ กระปุกคาร์ จะพาไปรู้จักกับ 10 สุดยอดรถหรูที่มีซื้อขายกันด้วยราคาสูงที่สุดในโลกที่จัดอันดับโดยเว็บไซต์ท็อปคาร์เรตติ้ง ซึ่งเราเลือกนำเสนอรถจากเกณฑ์ที่มีราคาซื้อขายกันระหว่างดีลเลอร์กับผู้ขาย ไม่นับการประมูลเพราะไม่สามารถวัดค่าที่แท้จริงของรถได้ โดยแต่ละคันที่นำเสนอนี้ต่างมีเรื่องราวที่น่าทึ่ง น่าสนใจ และเป็นเอกลักษณ์มากเลยครับ




 มายบัค เอ็กซ์เซเลโร่ (Maybach Exelero) ราคา 8 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 240 ล้านบาท

          สุดยอดรถยนต์หรูจากเยอรมนี ความพิเศษอยู่ที่มันถูกผลิตเพียงคันเดียวในโลกเท่านั้น ซึ่งสร้างมาจากแรงบันดาลใจของรถยนต์สปอร์ตในช่วงปี 1930และ มายบัค 57 ลีมูซีน (Maybuch 57 limousine) รถหรูรุ่นดั้งเดิม โดยรถยนต์คูเป้สองที่นั่งคันนี้ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ V12 ทวินเทอร์โบ ให้กำลัง700 แรงม้า สามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดถึง 350 กม./ชม. แม้จะมีน้ำหนักรถถึง 2,600 กิโลกรัมก็ตาม

          สำหรับที่มาของรถราคาแพงคันนี้ เริ่มต้นจาก Fulda Tire บริษัทผลิตยางรถยนต์คุณภาพสูงในประเทศเยอรมนี ต้องการรถยนต์คันใหม่เพื่อใช้ทดสอบสมรรถนะของยางรถยนต์รุ่นใหม่ ดังนั้น เดมเลอร์ (Daimler) บริษัทต้นสังกัดจึงผลิตรถคันดังกล่าวออกมาในปี 2005 โดยการออกแบบรถยนต์คันนี้ได้ทำการจัดประกวดระหว่างนักเรียนออกแบบยานยนต์ในประเทศเยอรมนี และได้ผู้ชนะเข้าไปร่วมงานเพื่อสร้างเอ็กซ์เซเลโร่ขึ้นมา

          หลังจากที่ Fulda Tire เลิกใช้รถคันนี้แล้ว ก็ได้ทำการขายให้กับนักธุรกิจอัญมณีที่ชื่อ อังเดร แจ๊คสัน ในราคา 7.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งช่วงนี้เองที่แจ๊คสันได้ให้เจย์-ซี แร็ปเปอร์ชื่อดังนำเอ็กเซเลโร่ไปประกอบฉากในมิวสิกวิดีโอ เพลง Lost one ก่อนที่จะขายให้กับเจ้าของปัจจุบัน ไบรอัน วิลเลี่ยม หรือ เบิร์ดแมน แร็ปเปอร์ชื่อดังอีกคนหนึ่งด้วยราคา 8 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 240 ล้านบาท ในปี 2011 มันจึงเป็นรถยนต์ที่ซื้อขายโดยไม่ผ่านการประมูลที่มีราคาสูงที่สุดตอนนี้




โรลส์-รอยซ์ ไฮเปอเรียน พินินฟารินา (Rolls-Royce Hyperion Pininfarina) ราคา 7 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 210 ล้านบาท

          พินินฟารินา สำนักออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมชื่อดังจากอิตาลีที่มีผลงานโดดเด่นอย่างการออกแบบยอดรถสปอร์ตเฟอร์รารี่ตั้งแต่ยุค 1950 แต่ครั้งนี้ได้ออกแบบรถยนต์ร่วมกับ โรลส์-รอยซ์ ค่ายรถหรูจากสหราชอาณาจักร เพื่อเป็นรถสำหรับเทศกาลจัดแสดงรถหรู Concours d’Elegance โดยชื่อไฮเปอเรี่ยนนั้น มาจากยักษ์ในตำนานปกรณัมของกรีก ซึ่งเหมาะสมกับรูปลักษณ์การออกแบบอย่างมาก

          ไฮเปอเรี่ยนเป็นรถที่ผลิตเพียง 1 คันเพื่อจัดแสดงในงานดังกล่าวเท่านั้นในปี 2008 ตัวถังทั้งหมดใช้คาร์บอนไฟเบอร์ รูปทรงที่คงเอกลักษณ์ความเป็นโรลส์-รอยซ์อย่างครบถ้วน พร้อมไฟ LED ดีไซน์พิเศษที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งหลังจากเสร็จงานแสดงแล้ว โรลส์-รอยซ์ก็ได้นำสุดยอดรถหรูคันนี้ไปโชว์ที่พิพิธภัณฑ์ของค่ายเอง ซึ่งหัวหน้าทีมออกแบบรถคันนี้ ได้ประเมินมูลค่าและให้ราคาสูงถึง 6 ล้านเหรียญสหรัฐ
          แต่แล้ว โรลส์-รอยซ์ ไฮเปอเรี่ยยนก็หายไป และไปปรากฏตัวอีกครั้งอยู่ที่ดีลเลอร์ของโรลส์-รอยซ์ที่อาบูดาบี ซึ่งทางดีลเลอร์เองก็ไม่ได้ตั้งราคาอย่างเป็นทางการ แต่จากการประเมินของสื่อหลายสำนัก พบกว่า โรลส์-รอยซ์ คันนี้มีราคาขายถึง 7 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 210 ล้านบาท นับว่าเป็นมูลค่าที่เหมาะสมกับงานศิลปะติดล้อคันนี้จริง ๆ




โคอีนิกเซ็ก ซีซีเอ็กซ์อาร์ ทรีวิตา (Koenigsegg CCXR Trevita) ราคา 4.85 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 145.5 ล้านบาท

          ยอดซูเปอร์คาร์จากประเทศสวีเดน มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 ทวินซูเปอร์ชาร์จ ความพิเศษคือสามารถใช้น้ำมัน E85 และ E100 ได้โดยให้สมรรถนะได้เท่ากับน้ำมันออกเทน 98 สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 400 กม./ชม. และมีอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลา 2.9 วินาที

          โดย โคอีนิเซ็ก ซีซีเอ็กซ์อาร์ มีรุ่นพิเศษที่ชื่อ ทรีวิตา ตัวถังสวยงามด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ประกายเพชร ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีพิเศษในการสร้างขึ้น ให้ความแวววาวบนพื้นผิวที่แข็งแกร่งอย่างคาร์บอนไฟเบอร์ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังเพิ่มออปชั่นต่าง ๆ อย่าง สปอยเลอร์เคลือบประกายเพชร, เบรกเซรามิกคุณภาพสูงพร้อม ABS ที่หยุดได้ดั่งใจ, มาตรวัดภายในดีไซน์พิเศษ และโช้คอัพไฮโดรลิกสำหรับรถซูเปอร์คาร์

          นอกจากนี้ รุ่นทรีวิตา ยังถูกสร้างขึ้นมาเพียง 3 คันเท่านั้น และได้ขายให้กับเศรษฐีสหรัฐฯ ไปแล้ว 2 คัน ด้วยมูลค่าที่ตั้งจากโรงงาน 4.85 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 145.5 ล้านบาทและนับเป็นรถยนต์ที่ผลิตเชิงพาณิชย์ที่มีราคาสูงที่สุดที่เคยมีมา


เฟอร์รารี่ P4/5  พินินฟารินา (Ferrari P4/5 Pininfarina) ราคา 4.8 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 144 ล้านบาท

          เฟอร์รารี่คันนี้เป็นรถที่ออกแบบและผลิตโดยบริษัทออกแบบชื่อดัง พินินฟารินา ซึ่งผลงานชิ้นนี้เป็นงานดีไซน์พิเศษที่ออกแบบมาให้เฉพาะมหาเศรษฐีและนักลงทุนชาวสหรัฐฯ เจมส์ กริกเกนเฮาส์ โดยรถรุ่นดังกล่าวได้ใช้พื้นฐานโครงสร้างของ เอ็นโซ เฟอร์รารี่ (Enzo Ferrari) ผสานแรงบันดาลใจของรถแข่งของเฟอร์รารี่ในยุค 1960 จนได้ออกมาเป็นรูปลักษณ์อย่างที่เห็น

          ความหรูหราสุดยอดของ P4/5 นั้น เริ่มตั้งแต่เครื่องยนต์ Dino F140 V12 6,000 ซีซี ที่ทะยานจาก 0-100 กม./ชม. ใน 3 วินาที พร้อมความเร็วสูงสุดที่ 375 กม./ชม. ภายนอกใช้วัสดุจากคาร์บอนไฟเบอร์ โดยขึ้นรูปทรงแบบเดียวกับเฟอร์รารี่ F330 P4 ตามที่กริกเกนเฮาส์ได้ขอไว้ พร้อมประตูปีกผีเสื้อดีไซน์พิเศษที่ไม่มีเสียงลมลอดเข้ามาได้แม้จะขับเร็วถึง 160 กม./ชม.

          นอกจากนี้ ภายในยังเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยี ซึ่งกริกเกนเฮาส์เป็นคนควบคุมการออกแบบเองทั้งหมด ประกอบด้วยแท็บเล็ตที่แสดงภาพของรถเป็นสามมิติ พร้อมระบบแจ้งเตือนการซ่อมบำรุง ปรับปรุงระบบปรับอากาศ และออกแบบโรลบาร์ใหม่ เพราะของเดิมที่ใช้ในเอ็นโซ เฟอร์รารี่นั้น แคบจนบดบังทัศนวิสัยของผู้ขับ เบาะนั่งยังสั่งทำพิเศษโดยการสแกนร่างกายของกริกเกนเฮาส์และลูกชายของเขา พร้อมทั้งตัดเย็บด้วยหนังสีดำและแดงที่เลือกโดยลูกสาวของเขาเอง นอกจากนี้ พินินฟารินา ยังจัดระบบการเดินสายไฟใหม่ที่ลดน้ำหนักรถลงไปอย่างไม่น่าเชื่อถึง 270 กิโลกรัมเลยทีเดียว

          สำหรับ เฟอร์รารี่ P4/5 คันนี้ แน่นอนว่าถูกสร้างมาเพียงคันเดียวและเป็นของครอบครัวกริกเกนเฮาส์เท่านั้น ซึ่งเฟอร์รารี่และพินินฟานิรา คิดเงินกับเศรษฐีผู้นี้เพียง 4.8 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 144 ล้านบาทเท่านั้น  



เฟอร์รารี่ เอสพี 12 อีริค แคลปตัน (Ferrari SP12 EC) ราคา 4.7 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 141 ล้านบาท

          ม้าคะนองรุ่นพิเศษที่ผลิตเพียงคันเดียวเท่านั้นสำหรับ อีริค แคลปตัน มือกีตาร์ชื่อดังก้องโลก โดยเฟอร์รารี่ได้ร่วมมือกับพินินฟารินา ทีมนักออกแบบคู่บารมี สร้างสรรค์รถคันนี้บนพื้นฐานจาก เฟอร์รารี่ 458 อิตาเลีย (Ferrari 458 Italia) และ เฟอร์รารี่ 512 บีบี (Ferrari 512 BB) ซึ่งแคลปตันเคยใช้งานมาก่อน

          สำหรับรายละเอียดของรถรุ่นดังกล่าว ยังไม่มีการเปิดเผยใด ๆ อย่างเป็นทางการ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกที่ข้อมูลรถเหล่านี้จะถูกเก็บเป็นความลับเพราะเป็นรถยนต์ที่สั่งทำเฉพาะ แต่คาดการณ์ว่าจะใช้เครื่องยนต์ V8 4,500 ซีซี พร้อมเกียร์ธรรมดาคลัชคู่ 7 สปีด แต่ราคาได้รับการเปิดเผยอย่างเป็นทางการว่ามือกีตาร์ Slow Hand (ฉายาของแคลปตัน) ได้ทุ่มเงินไป ประมาณ 4.7 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 141 ล้านบาทซึ่งเขาพอใจกับผลงานที่ออกมาค่อนข้างมากเลยทีเดียว



ลัมบอร์กินี เวเนโน (Lamborghini Veneno) ราคา 4 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 120 ล้านบาท 

          สุดยอดรถจากค่ายกระทิงดุที่ผลิตแบบจำกัดจำนวนสุด ๆ เพียง 3 คันในโลกเท่านั้น โดย ลัมบอร์กินี เวเนโน สร้างจากพื้นฐานรถรุ่นอาเวนทาดอร์ (Lamborghini Aventador) ด้วยตัวถังไฟบอนคาร์เบอร์ที่ได้รับการออกแบบมาจนมีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ พร้อมด้วยช่องลมจำนวนมากที่ช่วยเรื่องการทรงตัวของรถ แรงสุดยอดด้วยเครื่องยนต์ V12 6,500 ซีซี 750 แรงม้า ทะยานจาก 0-100 กม./ชม. ด้วยเวลา 2.8 วินาที พร้อมความเร็วสูงสุด 354 กม./ชม.

          กระทิงดุนาม เวเนโน ถูกสร้างขึ้นในโอกาสครบรอบ 50 ปีของลัมบอร์กินี และเปิดตัวไปแล้วในงานแสดงรถ Geneva Motor Show 2013 และผลิตเพียง 3 คันเท่านั้น ซึ่งมีเพียงสีเขียว ขาว แดง ตามสีธงชาติของประเทศอิตาลี โดยมีสองคันส่งมอบให้ลูกค้าที่สหรัฐฯ แล้ว ส่วนอีกคันหนึ่งได้รับการเก็บรักษาในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งราคาที่ค่ายกระทิงดุตั้งไว้คือ 4 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 120 ล้านบาท


บูกัตติ เวย์รอน 16.4 ซูเปอร์สปอร์ต แซง นอร์ (Bugatti Veyron 16.4 Super Sport Sang Noir) ราคา 3.4 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 102 ล้านบาท
          เจ้าของสถิติยานยนต์เร็วที่สุดในโลกจากบันทึกของกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด เมื่อปี 2010 (แต่ถูกถอดจากตำแหน่งเพราะพบว่าดัดแปลงเครื่องไม่ตรงกับกติกา) พกพาเครื่องยนต์ 8,000 ซีซี W16 ซึ่งมีวาล์วจ่ายน้ำมันมากถึง 64 วาล์ว พร้อมด้วยเทอร์โบชาร์จ 4 ตัว ให้กำลัง 1,200แรงม้า ผสานเกียร์อัตโนมัติคลัชคู่ 7 สปีดที่ใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงาน พัฒนาและออกแบบให้เปลี่ยนเกียร์ด้วยเวลาเพียง 150 มิลลิวินาที สร้างโดย ริคาโด และ บอล์ก วอนเนอร์ บริษัทชิ้นส่วนยานยนต์ชื่อดังที่คิดค้นระบบเกียร์ DSG ซึ่งใช้ในโฟล์คสวาเกนได้อย่างดีเยี่ยมเพียงแค่ระบบเกียร์อย่างเดียวก็มีราคาถึง 120,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 3.6 ล้านบาท) เข้าไปแล้ว

          การออกแบบภายนอกคำนึงถึงหลักการอากาศพลศาสตร์หรือแอโรไดนามิกมากทีเดียว ด้วยการสร้างเส้นสายที่เพิ่มแรงกดเพื่อไม่ให้รถลอยเมื่อต้องวิ่งด้วยความเร็วสูง พร้อมด้วยปีกอัตโนมัติที่ช่วยให้รถสามารถยึดเกาะถนนได้ดี ใส่ช่องอัดอากาศที่ด้านหลังเพื่อระบายความร้อน และช่องลมด้านข้างระบายความร้อนของเบรก โดยทุกการออกแบบของรถคันนี้เน้นใช้ประโยชน์จากลมให้มากที่สุด และด้วยคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบาที่ช่วยให้รถสามารถพุ่งไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว

          สำหรับ บูกัตติ เวย์รอน ซูเปอร์สปอร์ต เป็นรถรุ่นที่ทำสถิติความเร็วสูงที่สุดในโลกที่มีการบันทึกไว้เมื่อปี 2010 ด้วยความเร็ว 434 กม./ชม.โดยรุ่นแซง นอร์ นั้นเป็นรุ่นที่มีราคาสูงสุด มีรูปลักษณ์ภายนอกเคร่งขรึมด้วยสีดำสนิท ต่างจากรุ่นมาตรฐานที่เป็นสีดำและส้ม ภายในรุ่นแซง นอร์ แสบซ่าด้วยสีส้มที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ด้วยราคาที่สูงกว่ารุ่นปกติถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ เวย์รอน แซง นอร์ มีราคา 3.4 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 102 ล้านบาท




 ดับบลิว มอเตอร์ ไลแคน ไฮเปอร์สปอร์ต (W Motor Lykan Hypersport) ราคา 3.4 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 102 ล้านบาท

          ซูเปอร์คาร์คันแรกที่ผลิตโดยชาวอาหรับ ในนามของดับบลิว มอเตอร์ แห่งเมืองดูไบ สาธารณรัฐอาหรับเอมิเรต ซึ่งตั้งใจรังสรรค์ความงามที่ได้แรงบันดาลใจจากรถหุ้มเกราะของกองทัพ นำมาดัดแปลงจนมีหน้าตาเป็นรถสปอร์ตสุดโฉบเฉี่ยว ภายในมาพร้อมเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบบ็อกเซอร์วางกลางรถที่พัฒนาโดย RUF จากประเทศเยอรมนี ให้กำลัง 750 แรงม้า พารถทะยานจาก 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 2.8 วินาที และความเร็วสูงสุด395 กม./ชม.

          สำหรับ ไลแคน ไฮเปอร์สปอร์ต นั้นโชว์ตัวครั้งแรกที่Qatar Motor Show 2013 และได้ประกาศราคาขายรถสปอร์ตสุดดุดันคันดังกล่าวที่ 3.4 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 102 ล้านบาท




เซนโว เอสที 1 (Zenvo ST1) ราคา 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 54 ล้านบาท

          เซนโว ค่ายรถซูเปอร์คาร์จากประเทศเดนมาร์ก ได้สร้างรถซูเปอร์คาร์ตัวแรงสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน(เซนโวเขาว่าอย่างนั้น)อย่าง เซนโว เอสที 1 ที่มีระบบเครื่องยนต์เป็นจุดเด่น ด้วยการมีทั้งเทอร์โบชาร์จและซูเปอร์ชาร์จบนเครื่องยนต์ V8 7,000 ซีซี ที่ให้กำลังสูงถึง 1,100 แรงม้า ผสานการทำงานกับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ให้อัตราเร่งจาก 0-100>>กม./ชม. ใน 3 วินาที ทะยานด้วยความเร็วสูงสุด 375 กม./ชม. นอกจากเครื่องที่แรงสุด ๆ แล้ว รถรุ่นนี้ยังสามารถใช้พลังงานอย่างเอธานอลE85 ได้อีกด้วย

          ทั้งนี้ เซนโว เอสที 1 มีการผลิตขึ้นมาเพียง 15 คันเท่านั้น และได้ส่งมอบให้ลูกค้าทั้งหมดแล้ว โดยราคาที่ค่ายรถตั้งไว้อยู่ที่ 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 54 ล้านบาทพร้อมกับของแถมเป็นนาฬิกาข้อมือมูลค่าถึง 50,000 เหรียญสหรัฐ



ชัปพัน 962 ซีอาร์ (Schuppan 962CR) ราคา 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 45 ล้านบาท

          ยอดรถสปอร์ตที่สร้างโดย เวิร์น ชัปพัน (Vern Schuppan) ยอดนักแข่งรถชาวออสเตรเลียในปี 1994 เพื่อสรรเสริญชัยชนะของเขาในการแข่งขันรถ 24 Hours Le Man หที่ต้องขับขี่ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง และ All Japan Sport Prototype ที่รวบรวมรถต้นแบบต่าง ๆ มาแข่งขันกัน โดยเจ้า 962ซีอาร์นี้ ถูกสร้างบนพื้นฐานของ ปอร์เช่ 962 (Porsche 962) ที่ชัปพันใช้ชนะการแข่งขัน  Le Mansนั่นเอง

          รถรุ่นดังกล่าวใช้เครื่องยนต์ขนาด 3,300 ซีซี ทวินเทอร์โบที่ให้กำลัง 600 แรงม้า ซึ่งมีความเร็วเหลือเชื่อที่ 370 กม./ชม. และพุ่งจาก 0-100 กม./ชม. ด้วยเวลา 3 วินาที โครงสร้างตัวถังของรถคันนี้ สร้างและออกแบบโดยชัปพันทั้งหมด โดยมีการประกอบขึ้นที่เมืองบัคกิ้งแฮม ประเทศอังกฤษ โดยมีนายทุนชาวญี่ปุ่นที่สนับสนุนชัปพันตั้งแต่การแข่งออล แจแปน สปอร์ต โปรโตไทป์เป็นผู้ร่วมทุนด้วย

          อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่า ชัปพัน 962 ซีอาร์ ผลิตออกมาทั้งหมดกี่คัน แต่คาดการณ์ว่าน่าจะอยู่ที่ 5-6 คัน โดยราคาของมันสูงถึง 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 45 ล้านบาท แต่ดันออกมาผิดจังหวะในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำในยุคปลาย 1990 ส่งผลให้ยอดการซื้อน้อย ทำให้บริษัทต้องประสบปัญหาการเงินจากการขาดทุนและต้องล้มละลายในที่สุด


          เรื่องราวของรถหรูเหล่านี้คู่ควรกับราคาที่แสนแพงจริง ๆ ครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณค่าของมันไม่ได้อยู่ที่มูลค่าอย่างเดียวเท่านั้น ทว่ามาจากคุณสมบัติที่ขึ้นชื่อเฉพาะตัวของรถแต่ละคันนั่นเองที่ผู้ผลิตรถยนต์ต่างพยายามทุ่มเทสร้างยนตกรรมเหล่านี้ขึ้นมา ซึ่งเต็มไปด้วยความอุตสาหะเกินกว่าจะตัดสินด้วยราคาค่าตัวเลยล่ะครับ




ขอขอบคุณภาพประกอบจาก victorstuff.com , superkoli.net , exoticsandluxury.com ,ferrarinet.com , autoblog.com , extravaganzi.com , zercustoms.com , zenvoautomotive.dk เเละultimatecarpage.com

5 อันดับ รถไฟที่เร็วที่สุดในโลก

อันดับที่5
Alta Velocidad Espanola (AVE): รถไฟความเร็วสูงเอวีอี

ประเทศ: สเปน
ระยะทาง: 410 ไมล์ (660 กิโลเมตร)
ความเร็วขณะวิ่ง: 210 ไมล์ต่อชั่วโมง / 338 กม.:ชม.
ความเร็วสูงสุด: 227 ไมล์ต่อชั่วโมง / 365 กม.:ชม.
 

    รถไฟ AVE ประเทศสเปน วิ่งเชื่อมต่อเมืองใหญ่ 4 เมือง มาดริด, เซบีญา, มาลาก้า และบาร์เซโลนา คุณสมบัติที่เด่นคือมีรางรถไฟกว้าง 1,435 มิลลิเมตร โดยยึดเท่ากับมาตรฐานของยุโรป นอกจากนี้ยังมีกลไกการทำงานที่หล่อเลี้ยงด้วยกระสไฟฟ้า 25 กิโลวัตต์เพื่อให้เค้ากับรถไฟของประเทศอื่นเช่นกันค่ะ เพื่อแสดงถึงเป้ามหายที่ชัดเจนของสเปนที่ต้องการขยายเส้นทางไปยังประเทศเพื่อนบ้าน แต่วัตถุประสงค์หลักคงเพื่อความสะดวดสบาย คล่องตัวในการเดินทางมากกว่าค่ะ


อันดับที่4
Beijing-Tianjin Intercity Railway: รถไฟความเร็วสูงสายปักกิ่ง-เทียนสิน

ประเทศ: จีน (ปักกิ่ง-เทียนสิน)
ระยะทาง: 71 ไมล์ (114 กิโลเมตร)
ความเร็วขณะวิ่ง: 217 ไมล์ต่อชั่วโมง / 350 กม.:ชม.
ความเร็วสูงสุด: 245 ไมล์ต่อชั่วโมง / 394 กม.:ชม.

    รถไฟความเร็วสูงสายปักกิ่ง-เทียนสินเปิดให้บริการเมื่อ พ.ซ.2551 ตัวรางไม่มีบัลลาสต์ โครงสร้างฐานรถไฟรองรับด้วยคอนกรีต ทำให้มั่นคงมาก ไม่ต้องเสียเวลามาซ่อมแซมบ่อยครั้ง และด้วยความเร็วของรถไฟ ทำให้ร่นเวลาการเดินทางจากกรุงปักกิ่งไปยังเมืองเทียนสินเหลือเพียงแค่ 30 นาทีเท่านั้น จากของเดิมที่ต้องใช้ระยะเวลากว่า 70 นาที นอกจากนี้ยังสามารถจุผู้โดยสารได้มากกว่า 18.7 ล้านคนเลย นับว่าจุได้มากเลยทีเดียวค่ะ


อันดับที่3
Nozomi Shinkansen: รถไฟความเร็วสูงโนโซมิ ชินคันเซ็น

ประเทศ: ญี่ปุ่น
ระยะทาง: 664 ไมล์ (1,068 กิโลเมตร)
ความเร็วขณะวิ่ง: 186 ไมล์ต่อชั่วโมง / 299-300 กม.:ชม.
ความเร็วสูงสุด: 275 ไมล์ต่อชั่วโมง / 442 กม.:ชม.

    รถไฟชินคันเซ็น หลายคนคงเคยได้ยินชื่อกันมาบ้าง เป็นรถไฟที่ให้บริการในเส้นทางสายโทไกโด/ซันโย จากเมืองโตเกียววิ่งไปเมืองฮากาตะ ‘โนโซมิ’ เป็นชื่อรุ่นรถไฟในเครือข่ายความเร็วสูงของญี่ปุ่น รุ่นนี้จัดว่าทำความเร็วได้สูงสุดในกลุ่มค่ะ แต่ละรุ่นจะเร็วไม่เท่ากัน


    จุดเด่นของรถไฟรุ่นนี้คือ การออกแบบให้มีน้ำหนักเบา ติดตั้งกระจกโพลีคาร์บอเนตที่แตกยาก ทนทานต่อแรงกระแทกสูง ติดตั้งระบบแอร์สปริง ใช้แรงอัดอากาศประคองสมดุลของรถเวลาเข้าสูงทางโค้ง


อันดับที่2
Shanghai Maglev: เซี่ยงไฮ้แม็กเลฟ

ประเทศ: นครเซี่ยงไฮ ประเทศจีน
ระยะทาง: 19 ไมล์ (30 กิโลเมตร)
ความเร็วขณะวิ่ง: 268 ไมล์ต่อชั่วโมง / 431 กม.:ชม.
ความเร็วสูงสุด: 311 ไมล์ต่อชั่วโมง / 500 กม.:ชม.

    เซี่ยงไฮ้แม็กเลฟ วิ่งรับส่งระหว่างสถานีหลงหยาง เขตพู่ตง กับท่าอากาศยานนานาชาติพู่ตง ซึ่งในอนาคตมีแผนจะขยายเส้นทางไปยังท่าอากาศยานฟงเฉียว เชื่อมต่อไปยังเมืองหัวโจว ที่สำคัญ เซี่ยงไฮ้แม็กเลฟ ยังสร้างสถิติการเป็นรถไฟแม่เหล็กความเร็วสูงขบวนแรกของโลกที่วิ่งให้บริการเชิงพาณิชย์ด้วยความเร็วสูงสุด


     ทำให้ระบบการทำงานแตกต่างจากรถไฟทั่วๆไป ตัวรถทั้งขบวนถูกกลไกสนามแม่เหล็กยกให้ลอยสูงจากรางประมาณ 1-10 มิลลิเมตร จึงไม่มีล้อ ไม่มีเบรก ไม่มีเพลา และไม่มีระบบส่งกำลัง ผู้พัฒนาเรียกระบบนี้ว่า ‘ไกด์เวย์’ แต่ถึงจะไฮเทคขนาดนี้ วิศวกรบางคนยังประเมินว่า เซี่ยงไฮ้แม็กเลฟ มีค่าใช้จ่ายที่มากเกินไป ซึ่งก็ยังไม่แน่ชัดว่าถ้าวิ่งระยะยาวแล้วจะมีปัญหาใดๆเกิดขึ้นตามมาอีกรึเปล่า?


อันดับ1
Train a Grande Vitesse (TGV): รถไฟความเร็วสูงเตเจเว (ทีจีวี)

ประเทศ: ฝรั่งเศส
ระยะทาง: 538 ไมล์ (865 กิโลเมตร)
ความเร็วขณะวิ่ง: 217 ไมล์ต่อชั่วโมง / 350 กม.:ชม.
ความเร็วสูงสุด: 356 ไมล์ต่อชั่วโมง / 572 กม.:ชม.

    รถไฟความเร็วสูงเตเจเว หรือ TGV แรกเริ่มแล่นออกจากกรุงปารัสไปยังกว่า 200 เมืองทั่วประเทศ ทั้ง นีซ ลียง อาวินยง และดิฌอง เส้นทางแรกที่เปิดวิ่งคือจากนครหลวงของฝรั่งเศสไปยังเมืองลียง ในปีพ.ศ.2524 และต่อมาก็ขยายเส้นทางอย่างรวดเร็ว สร้างตำนานรถไฟความเร็วสูงที่ชาวโลกคุ้นหูกันมาก ความเก๋อยู่ตรงที่วิ่งข้ามประเทศเพื่อนบ้าน แถมวิ่งลอดอุโมงค์ใต้ทะเลไปอังกฤษไดด้วย ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ


    ระบบไฟฟ้ามี 2 รูปแบบทั้งตามมาตรฐานยุโรปคือ 25 กิโลวัตต์ และตามแบบฝรั่งเศส 1.5 กิโลวัตต์ (DC) ปัจจุบัน รถไฟความเร็วสูงเตเจเว (TGV) ครองตำแหน่งแชมป์รถไฟทิ่วิ่งรับผู้โดยสารตามตารางเวลาเร็วที่สุดในโลกค่ะแหม..เจ๋งขนาดนี้ ต้องยอมเค้าจริงๆแหละเนอะ 


ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก
fotosmadrid.wordpress.com / opentravel.com / lifeyou.tv
apistudyabroad.com / en.beijing2008.cn / chinafacttours.com
en.wikipedia.org / kato-unitrack.de / lci.tf1.fr
kevinincairo.blogspot.com / tx.english-ch.com
la-clau.net / freefoto.com / hilight.kapook.com