วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2556

งานประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง จังหวัดสกลนคร ประเทศไทย

งานประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง จังหวัดสกลนคร ประเทศไทย

 งานประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง ต้นกำเนิดมาจากคติความเชื่อในสมัยโบราณ  คือการทำทานที่อยู่อาศัยและการถวายรวงผึ้งแด่พระพุทธเจ้าของพญาวานรในพุทธประวัติ ความเชื่อทั้งสองเรื่องเป็นที่มาของประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง โดยในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี ให้เป็นวันโฮม หรือวันรวมปราสาทผึ้งจากคุ้มต่าง ๆ ที่บริเวณวัด พร้อมกับมีการจัดงานรื่นเริง เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง ปัจจุบันการทำปราสาทผึ้งและขบวนแห่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมาก ทั้งรูปทรงของตัวปราสาทผึ้งและลวดลายประดับประดาได้เพิ่มความวิจิตรพิสดารขึ้น ขบวนแห่ที่เคยใช้เกวียนก็กลายเป็นรถยนต์ สถานที่รวมขบวนก็เปลี่ยนจากบริเวณวัดมาอยู่ที่สนามมิ่งเมือง แต่ละปีจะมีขบวนแห่ยาวเป็นสิบกิโลเมตร ในขบวนยังมีการแสดงเกี่ยวกับประเพณีโบราณและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอีสาน
http://travel.kapook.com/view16714.html

อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จังหวัดเลย ประเทศไทย

อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จังหวัดเลย ประเทศไทย


 อุทยานแห่งชาติลำดับที่ 2 ของประเทศไทยต่อจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เหนือที่ราบกว้างใหญ่บนยอดภูสูง 1,200 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง งามตาด้วยทิวสนเรียงราย นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ชื่นชอบภูกระดึงเพราะความหลากหลายในด้านการท่องเที่ยวเนื่องจากมีหน้ามาจุดชมทิวทัศน์มากมายหลายจุด ที่โด่งดังเป็นที่รู้จักคือจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่นและจุดชมพระอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสัก ทั้งยังมีน้ำตกขนาดกลางและขนาดเล็กที่สวยงาม เช่น น้ำตกถ้ำใหญ่ น้ำตกวังกวาง น้ำตกธารสวรรค์ ฯลฯ อีกทั้งสภาพป่าที่มีทั้งป่าสนเขา ป่าดินเขา ป่าเต็งรัง และป่าเบญจพรรณ ทำให้มีพรรณไม้แปลก ๆ สวยงาม ในยามดอกไม้ ป่าสะพรั่งบานเปรียบเสมือนกับอุทยานบนสรวงสวรรค์

วัดพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย

วัดพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย


ปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองบนยอดดอยสูง สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุตั้งแต่ พ.ศ. 1916 ในสมัยพญากือนาแห่งอาณาจักรล้านนา ความสง่างามขององค์พระธาตุเจดีย์เหลี่ยมประดับด้วยแผ่นทองอร่ามตา รวมทั้งการตกแต่งประดับประดาด้วยศิลปกรรมล้านนาอันงดงาม ท่ามกลางม่านหมอกของผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์เหนือเทือกดอยสูง รวมทั้งสภาพอากาศอันเย็นสบาย ผสมผสานกันเป็นบรรยากาศอันขรึมขลังที่แตกต่างจากสถานที่อื่น ๆ อย่างเป็นเอกลักษณ์ สร้างความประทับใจกับผู้มาเยือนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง จึงไม่น่าแปลกใจที่จะได้รับคะแนนนิยมอย่างล้นหลามตามอันดับ 1 มาติด ๆ
http://travel.kapook.com/view16714.html

Hanging Lake, Colorado, U.S.A.

Hanging Lake, Colorado, U.S.A.

ทะเลสาบ Hanging ในแถบโคโลราโด สหรัฐอเมริกา เป็นธารน้ำตกที่มีทะเลสาบขนาดเล็กอันสวยงาม น้ำส่องประกายสีเทอร์ควอยซ์ เนื่องจากมีแร่หินอ่อนปะปนอยู่ในน้ำ และเป็นหนึ่งในไม่กี่สถานที่ ที่ดอกโคลัมไบน์เหลืองสามารถเจริญเติบโตได้
ที่มา : www.elephantjournal.com เรียบเรียง : travel.mthai.com

Mount Fuji, Japan

                       Mount Fuji, Japan

สถานที่ที่สวยที่สุดในโลก
ภูเขาไฟฟูจิ เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น โดยมีความสูงถึง 12,388 ฟุต เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีพระอาทิตย์ขึ้นสวยงามจับตา ภูเขาไฟฟูจิเป็นภูเขาไฟที่สงบ หลังจากการประทุครั้งสุดท้ายเมื่อปี ค.ศ. 1708
ที่มา : www.elephantjournal.com เรียบเรียง : travel.mthai.com

The Grand Canyon, Arizona, U.S.A

The Grand Canyon, Arizona, U.S.A
แกรนด์ แคนยอน มีความลึก 5,000 ฟุต ยาว 277 ไมล์ และได้รับการสันนิษฐานว่าน่าจะมีการแกะสลักจากพื้นโลก โดยการกัดเซาะของกระแสน้ำจากแม่น้ำโคโลราโด รัฐแอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา ในช่วงประมาณหกล้านปีมาแล้ว
ที่มา : www.elephantjournal.com เรียบเรียง : travel.mthai.com

วันเสาร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2556

บ้านวงศ์บุรี :แพร่ ประเทศไทย


จังหวัด"แพร่"ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งป่าไม้ โดยเฉพาะป่า"ไม้สัก"นั้นแพร่ขึ้นชื่อลือชามาก

เมื่อป่าไม้มีเยอะ ในยุคหนึ่งชาวแพร่จึงนิยมสร้างบ้านแบบโชว์ไม้ เน้นเสาต้นใหญ่ๆ โดยเฉพาะเสาซุ้มประตูหน้าบ้านนี่คัดกันมาต้นเบ้อเริ่มเทิ่มดูอลังการงาน สร้างไม่น้อย

บ้านวงศ์บุรี สวยสง่าสีชมพูคู่เมืองแพร่
บ้านวงศ์บุรี สวยสง่าสีชมพูคู่เมืองแพร่

อย่างไรก็ตามนั่นเป็นค่านิยมในการสร้างบ้านของคนเมืองแพร่ในยุคสมัยหนึ่ง ส่วนถ้าย้อนหลังจากบ้านยุคโชว์เสาโชว์ไม้ถอยกลับไปไกลกว่านั้นเมื่อประมาณ 100 กว่าปีที่แล้ว ยุคนั้นแพร่ถือเป็นยุคทองของการสร้างอาคารบ้านเรือนในทรงยุโรปประยุกต์โดย เฉพาะเรือนสไตล์"ขนมปังขิง"อันสุดแสนจะคลาสสิก

ปัจจุบันตัวเมืองแพร่ยังหลงเหลืออาคารบ้านเรือนในยุคคลาสสิก หรือที่หลายคนเรียกว่า"บ้านโบราณ"ให้ผู้พิสมัยในอาคารเก่าได้ชื่นชมกันเป็น จำนวนหลายหลังด้วยกัน ทั้งเรือนที่มีคนอยู่อาศัย เรือนที่ถูกดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์ เรือนที่ปรับเปลี่ยนประโยชน์ใช้สอยไปตามความเหมาะสม รวมถึงเรือนที่ถูกทิ้งร้างแต่ไม่เคยร้างลามนต์เสน่ห์ในความคลาสสิกสวยงาม

ฉะนั้นเมื่อได้ขึ้นไปแอ่วเมืองแพร่(อีกครั้ง) เราจึงหาโอกาสไปปั่นจักรยานฟรีชมเมืองชมโน่นชมนี่ โดยมุ่งเน้นไปที่บรรดาอาคารบ้านเรือนเก่าแก่ทั้งหลายที่ยังทรงคุณค่าอยู่ เสมอ




ห้องจัดแสดงที่มีรูปของเจ้าแม่บัวถาในบ้านวงศ์บุรี

บ้านวงศ์บุรี สีชมพูสวยสง่า

เวลาคนอินเลิฟมีความรักมักมองอะไรเป็นสีชมพู แต่สำหรับใครที่มาเที่ยวยัง"บ้านวงศ์บุรี"(ถ.คำลือ)จุดหมายแรกของเราในทริ ปนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในอารมณ์ไหนก็จะพร่างพราวไปด้วยสีชมพู เพราะบ้านหลังนี้อาบด้วยสีชมพูหวานเนียนไปทั้งหลัง แถมยังเป็นหนึ่งในบ้านเก่าสุดคลาสสิกที่อยู่คู่เมืองแพร่มาร่วมร้อยกว่าปี แล้ว

บ้านวงศ์บุรีหรือคุ้มวงศ์บุรี สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2440 ตามดำริของแม่เจ้าบัวถา มหายศปันยา ชายาคนแรกในเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ มีลักษณะเป็นเรือนขนมปังขิงไม้สักทอง 2 ชั้น ที่สร้างอย่างประณีต อ่อนช้อย งดงามสมส่วน มีเพดานสูง หลังคาสูง โดดเด่นไปด้วยลวดลายไม้ฉลุตามหน้าจั่ว ชายคา ระเบียง ช่องลม แฝงเส้นสายแสงเงาอยู่ในที




ลวดลายฉลุหน้าจั่วอันวิจิตรที่บ้านวงศ์บุรี 

ปัจจุบัน บ้านวงศ์บุรีแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ ส่วนหลังเป็นที่อยู่อาศัยของเจ้าของบ้าน กับส่วนหน้าที่จัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงเรื่องราววิถีชีวิตความเป็นอยู่ของเจ้านายในอดีต มีห้องที่เด่นๆอย่าง ห้องของแม่เจ้าบัวถา ห้องรับแขก ห้องนอน แต่ละห้องเพียบพร้อมไปด้วย ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ อาทิ ตู้ เตียงนอน โต๊ะ โต๊ะเครื่องแป้ง เก้าอี้ ถ้วยโถโอชาม เครื่องเงิน กำปั่นเหล็ก แหย่งช้าง อาวุธโบราณ พระพุทธรูปโบราณสมัยเชียงแสน อู่ทอง รูปภาพเก่าแก่ต่างๆที่ประดับบอกเรื่องราวของบ้านหลังนี้

นอกจากนี้ยังมีห้องเก็บเอกสารทรงคุณค่าในอดีตที่หาดูได้ยาก อย่าง เอกสารการขอสัมปทานป่าไม้ในอดีต ตั๋ว รูปพรรณช้าง โค สัญญาบัตรที่ได้รับการโปรดเกล้าจากรัชกาลที่ 5 และเอกสารการซื้อ-ขาย ทาสที่เรียกความสนใจของนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

และด้วยความสวยงามโดดเด่นทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ทำให้บ้านวงศ์บุรีได้รับการยกย่องให้เป็น"อาคารอนุรักษ์ดีเด่น" ประจำปี 2536 จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่เมื่อ"ตะลอนเที่ยว"เข้ามาสัมผัสดูแล้วรู้สึกว่าที่นี่ดุจดังโลกใบน้อยสี ชมพูที่คอยสร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือนอยู่มิสร่างซา

หมู่เกาะมัลดีฟ:สาธารณรัฐมัลดีฟส์


หมู่เกาะมัลดีฟส์อยู่ที่ไหน?หมู่เกาะมัลดีฟส์ (Maldives) เป็นประเทศหมู่เกาะที่ตั้งอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย ห่างจากประเทศศรีลังกา ประมาณ 700 กิโลเมตร ทางตอนตะวันตกเฉียงใต้ หมู่เกาะมัลดีฟส์เกิดขึ้นมาจากการทับถมของหินประการัง ซึ่งลักษณะทางภูมิศาสตร์จะเป็นเกาะเล็กๆ กระจัดกระจายประมาณ 1,192 เกาะ ซึ่งมีคนอยู่อาศัยอยู่ทั้งหมด 250 เกาะ โดยหมู่เกาะเล็กๆนั้นจับกลุ่มกันอยู่เป็นรูปวงแหวนที่เรียกว่า อะตอล (Atoll) ซึ่งมีทั้งหมด 26 อะตอล
ประเทศมัลดีฟส์เป็นประเทศที่นับได้ว่ามีขนาดเล็กที่สุดในทวีปเอเชีย ทั้งในแง่ของจำนวนประชากรและขนาดพื้นที่ และยังถือเป็นประเทศที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลที่เตี้ยที่สุดในโลกอีกด้วย จุดที่สูงที่สุดแค่ประมาณ 2.3 เมตรจากน้ำทะเล



เดินทางไปยังไงหล่ะ?การเดินทางไปเที่ยวมัลดีฟส์ไม่ยากเลยค่ะแถมยังไม่ต้องขอวีซ่าให้ยุ่งยากด้วย ตอนนี้สายการบินหลักๆจากกรุงเทพฯไปมัลดีฟส์ คือ 1) Bangkok Airways 2) Singapore Airlines 3) Srilankan Airlines 4) Malaysia Airlines โดยสายการบินส่วนใหญ่จะมีการแวะต่อเครื่อง เวลาเดินทางโดยประมาณจากกรุงเทพฯ ก็เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 6 -8 ชั่วโมงใครได้ไปอย่าลืมชวนนะโฮะ>"<


การเดินทางภายในมัลดีฟส์สนามบินนานาชาติของมัลดีฟส์จะตั้งอยู่บนเกาะในมาเล่ อะตอล (Male?) ซื่งอยู่ใกล้กับเมืองหลวงของมัลดีฟนั่นก็คือ มาเล่ การเดินทางจากสนามบินไปยังเกาะต่างๆก็สามารถเลือกได้โดยการใช้ เรือด่วน (Speed boat) หรือ เครื่องบินน้ำ (Sea Plane) โดยดูจากแผนที่น่าจะพอได้ไอเดียว่า รีสอร์ทบนหมู่เกาะมัลดีฟส์นี่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปหมด ดังนั้นก็จะต้องวางแผนการเดินทางให้ดี เพราะเวลาการเดินทางอาจจะเริ่มจาก 20 นาทีถึงเกาะ หรือ เป็นชั่วโมงเลยทีเดียว


ถึงแล้วทำอะไรในมัลดีฟส์ได้บ้าง?นอกจากการพักผ่อนชิลล์ๆริมชายหาด ทอดสายตาออกไปในมหาสมุทรอันแสนใกลจากที่พักอันแสนจะรื่นรมย์ ซึมซับธรรมชาติให้ชุ่มปอดแล้ว กิจกรรมไฮไลท์ที่นี่ก็คือการชมประการัง ด้วยการดำน้ำไม่ว่าจะเป็น การดำน้ำบนผิวน้ำแบบ Snorkel Diving หรือ ดำน้ำลึกแบบ Scuba Diving ซึ่งจะเป็นหนึ่งในสุดยอดประสบการณ์ชีวิตของคนรักการท่องเที่ยวเลยทีเดียว ถ้าหากไม่ดำน้ำว่ายน้ำไม่เป็นหรือไม่แข็งแรงก็ไม่ต้องเสียใจไปค่ะ เพราะมีกิจกรรมอื่นๆอีก (แล้วแต่รีสอร์ทที่พัก) เช่น นั่งเรือไปชมฝูงปลาโลมา หรือพายเรือแคนนู เล่นเรือใบ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เรียกได้ว่าสิ่งที่รออยู่ในมัลดีฟส์ก็การพักผ่อนโดยการหลีกหนีความวุ่นวายและปล่อยใจให้หลงไปอยู่ในความงามของธรรมชาติและท้องทะเลอย่างแท้จริง
อยากไปอย่างสุดใจT^T


สภาพอากาศ ที่หมู่เกาะมัลดีฟส์(Maldives)
มัลดีฟส์มีสภาพอากาศอบอุ่นตลอดทั้งปีเนื่องจากตำแหน่งตั้งอยู่บนเส้นศูนย์สูตร อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 29-32 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตามฤดูในมัลดีฟส์แบ่งได้เป็น 2 ช่วงคือ ช่วงลมตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างเดือน พ.ย. ถึง เม.ย. ซึ่งเป็นช่วงฟ้าปลอดโปร่ง แดดจ้า ร้อนที่สุดก็เห็นจะเป็นเดือนเม.ย. คล้ายๆบ้านเรา และช่วงลมตะวันตกเฉียงใต้คือเดือน พ.ค. ถึง ก.ย. จะมีฝนตก แต่จะตกแบบสั้นๆแค่ 15-30 นาทีแล้วลมก็จะพัดเอาเมฆฝนผ่านพ้นไป สภาพทะเลจึงสามารถเที่ยวได้ทั้งปีค่ะ 

เที่ยวทั้งปีเสียค่าพักเท่าไรล่ะเนี่ย?????



ประชากร ที่หมู่เกาะมัลดีฟส์(Maldives)
ประชากรของมัลดีฟส์มีประมาณ 270,000 คน และประชากรส่วนใหญ่ ประมาณ 75,000 คน จะอาศัยอยู่ที่มาเล ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศ รองลงมาเป็นเกาะ Hithadhoo ใน Addu อะตอล 9,640 คน, เกาะ Fuamulah 7,243 คนและเกาะ Kulhudhufushi ใน Haa Dhaalu อะตอล 6,354 คน ตามลำดับ บางเกาะอาจมีประชากรไม่ถึง 200 คน ส่วนคนท้องถิ่นเดิมคือชาวมัลดิเวียน (Maldivian) มีประวัติการเข้ามาตั้งถิ่นฐานมากว่า 3,000 ปีมาแล้ว 

ดีดี...ไม่ต้องแย่งใครเที่ยว



ภาษา ที่หมู่เกาะมัลดีฟส์(Maldives)
ภาษาท้องถิ่นของชาวมัลดีฟส์คือ Dhivehi ตัวหนังสือเป็นแบบอารบิก สำหรับภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้ได้อย่างแพร่หลายเนื่องจากมัลดีฟเป็นเมืองท่องเที่ยว ภาษาต่างชาติอื่นๆที่เจ้าหน้าที่โรงแรมทั่วไปสามารถพูดได้ก็มี อาทิ ภาษาเยอรมัน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาฝรั่งเศส และภาษาอิตาลี

ภาษาไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก(สงสัยต้องเรียนภาษาเพิ่มซะแล้ว...บองชูว์!!!)

สกุลเงิน ที่หมู่เกาะมัลดีฟส์(Maldives)
การเดินทางเที่ยวมัลดีฟควรแลกเงินUS Dollar ไม่จำเป็นต้องแลกเงินท้องถิ่น การใช้เงินส่วนใหญ่จะใช้เป็นเงินสด หรือ travellers? cheques หรือบัตรเครดิตที่นิยมกันอย่างแพร่หลายเช่น American Express, Visa, Master Card, Diners Club, JCB และ Euro Card
อย่างไรก้ตามเงินตราของมัลดีฟส์คือ Rufiyaa และLaaree. อัตราแลกเปลี่ยนเงินต่อ1 US Dollar ประมาณ MRf.12.75 ค่าของเงิน 1 Rufiyaa เท่ากับ 100 laarees. ธนบัตรมีอัตรา 5, 10, 20, 50, 100 และ 500 เหรียญแบ่งเป็น MRf.2.00, MRf.1.00, 50 laarees, 20, 10, 5, 2 และ1 laaree.
เวลาในมัลดีฟส์ GMT + 5 ชม.
เวลาช้ากว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมง (ประเทศไทย GMT + 7 ชม.)

ณ ตอนนี้มัลดีฟกี่โมงเอ่ย???



เวลาราชการ ที่หมู่เกาะมัลดีฟส์(Maldives)
วันทำงานของราชการคือวันอาทิตย์ ถึง วันพฤหัสบดีอยู่ระหว่างเวลา 7.30 - 14.30 ส่วนเวลาทำงานเอกชนร้านค้าทั่วไป 9.00 to 17.00 และเปิดวันเสาร์ช่วงเช้าถึงเที่ยง วันหยุดทั่วไปจะเป็นวันศุกร์-วันเสาร์



ระบบไฟฟ้า ที่หมู่เกาะมัลดีฟส์(Maldives)
ระบบไฟฟ้าเป็นแบบกระแสสลับ 230-240 Volts -AC ปลั๊กเป็นแบบ 3 ขา (รีสอร์ทส่วนใหญ่มีหัวปลั๊กที่ใช้กับบ้านเราให้ยืม)
สิ่งที่ไม่ควรปฎิบัติเมื่ออยู่ในมัลดีฟส์
- ไม่ควรนำทราย หอย ปะการัง ปลาทะเล และสิ่งที่อยู่ในธรรมชาติออกจากมัลดีฟส์
- การเปลือยกายในที่สาธารณะ เป็นเรื่องผิดกฎหมาย
- ไม่ควรตกปลาในบริเวณที่พัก หากชื่นชอบกีฬาตกปลา ควรติดต่อขอข้อมูลจากทางรีสอร์ท
- สุภาพสตรีไม่ควรสวมสายเดี่ยว เกาะอก กางเกงขาสั้นเที่ยวในเมืองมาเล่ เนื่องจากในเมืองเคร่งครัดเรื่องศาสนา ผู้หญิงท้องถิ่นจะแต่งกายมิดชิดมาก







เครดิต : Bloggang และ wonderful package
1) http://en.wikipedia.org/wiki/Maldives
2) http://www.maldivepackage.com/info.html

พระราชวังฮวาซอง :ซูวอล ประเทศเกาหลีใต้

        

พระราชวังฮวาซอง :ซูวอล ประเทศเกาหลีใต้


เป็นพระราชวังที่กษัตริย์ชองโจทรงที่ได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนเมื่อเวลาเสด็จมาทำพิธี ซึ่งพระราชวังแห่งนี้ได้ใช้เป็นฉากหนึ่งในการถ่ายทำละครสุดฮิต “แดจังกึม” และ The King and The Clown ด้านหน้าของพระราชวังนั้นมีประตูวังบานใหญ่ดูสะดุดตา  ด้านหน้าตรงประตูวังจะได้มีการแสดงของชาวเกาหลีที่มาแสดงให้นักท่องเที่ยวทั่วไปได้ชม
         การแสดงที่ได้ชมนั้นเป็นการแสดงโชว์การใช้อาวุธต่างๆ ของคนเกาหลีสมัยโบราณ นักแสดงจะแต่งกายแบบนักรบเกาหลีโบราณ ดูเข้มแข็งเอาการ และก็ออกมาวาดลวดลายการใช้อาวุธในการต่อสู้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ดาบ ใช้หอก การยิงธนู รวมถึงยังมีการแสดงท่าทางการต่อสู้ของชาวเกาหลี เตะต่อยต่อสู้กัน โดยที่ปราศจากอาวุธ  จนสามารถเรียกเสียงปรบมือจากเหล่านักท่องเที่ยวได้ไม่น้อย
         พระราชวังแห่งฮวาซอง แฮงกุง แห่งนี้มีพื้นที่กว้างขวางพอสมควร และประกอบไปด้วยอาคารต่างๆ ที่ดูงดงามตามแบบสถาปัตยกรรมของเกาหลี ภายในพระราชวังมีการจัดแสดงให้เห็นถึงห้องหับต่างๆ ที่อยู่ในวัง ไม่ว่าจะเป็นห้องที่ประทับของกษัตริย์ ซึ่งมีการจำลอง งานฉลองวันเกิดพระพันปีให้นักท่องเที่ยวทั่วไป ได้ชมกัน และนอกจากนี้บริเวณโดยรอบ ก็จะมีอาคารที่จัดแสดงให้เห็นถึงห้องพักต่างๆ ที่มีอยู่ในวัง ไม่ว่าจะเป็นห้องพักของขันที ห้องพักของพวกนางข้าหลวง และห้องหับต่างๆ อีกหลายห้อง พระราชวังแห่งนี้ยังมีอาคารอีกส่วนหนึ่งที่เป็นจุดเด่นซึ่งนักท่องเที่ยวให้ความสนใจเป็นอย่างมาก นั่นคือส่วน อาคารที่ถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำละครเรื่องแดจังกึม ซึ่งในอาคารส่วนนี้จะเห็นว่ามีการจัดแสดงชุดเครื่องแต่งกายต่างๆ ของแดจังกึมที่ใช้ในละคร มาตั้งให้ได้ชมกันแบบของจริงๆ และยังมีภาพของแดจังกึม และมินจุงโฮ ขนาดเท่าตัวจริงให้นักท่องเที่ยว  ได้ยืนแอบถ่ายรูปกันแบบใกล้ชิดอีกด้วย

พระราชวังแวร์ซายส์ :ปารีส ประเทศฝรั่งเศส

พระราชวังแวร์ซาย์ :กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส




พระราชวังแวร์ซายส์ (ภาษาฝรั่งเศส: Château de Versailles) เป็นพระราชวังหลวงแห่งหนึ่งของประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่ที่เมืองแวร์ซายส์ อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงปารีส ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของมหานครปารีส พระราชวังแวร์ซายส์เป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่และสวยงามแห่งหนึ่งของโลก และนับเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคปัจจุบันด้วย

ประวัติ
เดิมนั้น เมืองแวร์ซายส์เป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งเท่านั้น มีผู้คนอาศัยอยู่เบาบาง บริเวณส่วนใหญ่เป็นป่าเขา เยี่ยงชนบทอื่น ๆ ของฝรั่งเศส เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ยังทรงพระเยาว์ ขณะพระชนมายุได้ 23 พระชันษา ทรงนิยมล่าสัตว์ในป่า และทรงเห็นว่าตำบลแวร์ซายส์น่าจะเหมาะแก่การประทับเพื่อล่าสัตว์ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักขึ้นมาใน พ.ศ. 2167 โดยในช่วงแรกเป็นเพียงกระท่อมเล็กๆ สำหรับพักชั่วคราวเท่านั้น

เมื่อ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ขึ้นครองบัลลังก์ มีประสงค์ที่จะสร้างพระราชวังแห่งใหม่ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการปกครองของพระองค์ จึงเริ่มปรับปรุงพระตำหนักเดิมในปี พ.ศ. 2204 ใช้เงินทั้งหมด 500,000,000 ฟรังก์ คนงาน 30,000 คน และใช้เวลาอยู่ถึง 30 ปีจึงแล้วเสร็จในพ.ศ. 2231 ทุกส่วนทำด้วยหินอ่อนสีขาว เป็นแบบอย่างศิลปกรรมที่งดงามมาก ภาย ในแบ่งออกเป็นห้องๆ เช่น ห้องบรรทม ห้องเสวย ห้องสำราญ ฯลฯ ทุกห้องล้วนมีเครื่องประดับงดงามตระการตาและภาพเขียนที่มีชื่อเสียง ภายในพระราชวังมีภาพวาด ภาพแกะสลักซึ่งแสดงให้เห็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสหลายสมัยสถานที่แห่งนี้เคยใช้เป็นที่เซ็นสัญญาสงบศึกกับอเมริกาในปี ค.ศ 1783 แวร์ซายส์ นับเป็นส่วนหนึ่งของแรงผลักดันที่ก่อให้เกิด
การปฏิวัติครั้งใหญ่ในฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ. 1789 ต่อมาในปี ค.ศ. 1815 พระเจ้าหลุยส์-ฟิลิปป์ได้เปลี่ยนสภาพพระราชวังแห่งนี้ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ และใช้เป็นสถานที่ลงนามในสัญญาสงบศึกสงครามโลกครั้งที่ 1 ระหว่างฝ่ายสัมพันธมิตรกับเยอรมัน เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 1919

นอกจากเครื่องประดับที่เก่าแก่ และสูงค่าแล้ว การจัดสวนก็เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่างดงามยิ่งนัก เพราะมีการตกแต่งประดับประดาด้วยดอกไม้หลากสีสวยงามมาก โดยเฉพาะตอนฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน ส่วนที่เป็นป่าสำหรับล่าสัตว์ปัจจุบันใช้เป็นที่ๆให้ผู้เข้าชมไปเดินเล่น พักผ่อน และมีม้าหินให้นั่งเล่นเป็นระยะๆ

การก่อสร้างพระราชวังแวร์ซายส์แห่งนี้ได้นำเงินมาจากค่าภาษีอากรของราษฎร ชาวฝรั่งเศส ต่อมาจึงได้มีกองทัพประชาชนบุกเข้ายึดพระราชวังและจับพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กับพระนางมารี อองตัวเนต ประหารด้วย "กิโยติน" ในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2332 ปัจจุบันพระราชวังแวร์ซายส์ ได้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์และเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแก่ผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมความสวยงาม หากนับเวลาตั้งแต่ก่อสร้างเสร็จ พระราชวังแห่งนี้ก็มีอายุยืนนานถึง 300 ปีเศษ ที่ยังคงความงามอยู่ได้โดยไม่เสื่อมคลาย

พระราชวังแวร์ซายส์ได้รับจดทะเบียนให้เป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 3 เมื่อปี พ.ศ. 2522 ที่ประเทศอียิปต์
ขอขอบคุณ http://www.abroad-tour.com/france/paris/palace_and_park_of_versailles/

วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2556

วันคล้ายวันสถาปนาเมืองอุดรธานี :อุดรธานี ประเทศไทย









วันคล้ายวันสถาปนาเมืองอุดรธานี :อุดรธานี ประเทศไทย

เป็นวันที่ พระเจ้าน้องยาเธอ พลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ก่อตั้งสร้างเมืองอุดรธานีขึ้น ซึ่งตรงกับวันที่ 18 มกราคม ของทุกปี
ขอขอบคุณภาพจาก http://www3.cdd.go.th/nonghan/udon119year180112.htm
และวิดีโอจาก www.youtube.com


UD TOWN :อุดรธานี ประเทศไทย





UD TOWN :อุดรธานี ประเทศไทย
ศูนย์การค้ายูดี ทาวน์ แหล่งท่องเที่ยวใน จ.อุดรธานี (UD TOWN : Enjoy More Everyday ) โอเพ่นแอร์ มอลล์ (Open-air Mall) บนพื้นที่ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งแรกในประเทศไทย กับความเป็นศูนย์กลางของไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์ระดับพรีเมี่ยมแห่งอินโดจีน พรั่งพร้อมทั้งความสมบูรณ์แบบของโลเคชั่นใจกลางเมือง การออกแบบ การจราจรสะดวกสบาย สามารถเดินทางเข้าถึงได้ง่าย มีคอนเซปท์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ให้ความรู้สึกทันสมัย ผ่อนคลาย สะดวกสบาย คืนความเป็นธรรมชาติและ สีเขียวให้แก่เมืองอุดรธานี
ยูดี ทาวน์ ได้รับการออกแบบให้เป็นสถานที่สำหรับทุกเพศทุกวัยที่ต้องการเติมพลังให้ชีวิต เป็นสถานที่พักผ่อน เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ผู้คนที่ต้องการความสนุกสนาน ผ่อนคลาย ได้พบเห็นผู้คนมีใบหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและความอิ่มใจ.....

วัดโพธิ์ :กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

วัดโพธิ์ :กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

            วัดโพธิ์ หรือนามทางราชการว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงและเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี เดิมชื่อ วัดโพธาราม เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของพระบรมมหาราชวัง หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนาพระบรมมหาราชวังแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดโพธาราม เมื่อปี พ.ศ.2331 และในปี พ.ศ.2344 ทรงพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาศ” ซึ่งต่อมาราชกาลที่ 4 ได้โปรดฯ ให้เปลี่ยนนามวัดเป็น “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม”
ครั้งสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ และขยายเขตพระอารามออกไปทางด้านทิศใต้และทิศตะวันตก คือส่วนที่เป็น พระวิหารพระพุทธไสยาสน์ และ สวนมิสกวัน
            การบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งล่าสุดเมื่อฉลองกรุงเทพฯ 200 ปี พ.ศ.2525 เป็นเพียงการซ่อมสร้างของเก่าให้ดีขึ้น ไม่มีการสร้างสิ่งใดเพิ่มเติม
            การสถาปนาและการบูรณปฏิสังขรณ์วัดโพธิ์ในสมัยรัชกาลที่ 1 และ 3 นั้น ได้มีการระดมช่างและผู้เชี่ยวชาญงานศิลปกรรมสาขาต่างๆ สร้างสรรค์ผลงานตามพระราชประสงค์ของพระองค์ท่านที่จะให้เป็นแหล่งรวมสรรพศิลป์ สรรพศาสตร์ จึงเปรียบเสมือนมหาวิทยาลัยแห่งสรรพวิชาไทย (มหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรก) ที่รวมเอาภูมิปัญญาไทยไว้เป็นมรดกให้ลูกหลานไทยได้เรียนรู้อย่างไม่จบสิ้น